| Raw Image Format - chapter..2 การวัดแสง |
| เขียนโดย BirdEyeView | |||
|
คุณเคยบ้างไหม ที่เวลาถ่ายภาพออกมาแล้วบางทีก็สว่างเกินไป หรือบางทีก็มืดเกินไป ไม่ได้อย่างใจต้องการ..
![]()
ในกล้อง DSLR ทั่วไปมักมีโหมดสำหรับให้เราเลือกวิธีการวัดแสงอยู่หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น 1. วัดแสงเฉพาะจุด(spot) วิธีการวัดแสงแบบนี้ผมเองจะใช้ต่อเมื่อต้องการเล่นแสงเงามาก เช่น เวลาที่ผมต้องการถ่ายซับเจ็กต์บางอย่าง(ไม่ว่าจะเป็นคนหรือวัตถุ) โดยที่ในการถ่ายครั้งนั้น มีแสงลอดออกมาจากหน้าต่างบานหนึ่ง แล้วโดยรวมของทั้งภาพนั้นจะมืดกว่าบริเวณที่มีแสงส่องผ่านมานั้น
![]() ความ แตกต่างของรูปภาพลักษณะนี้จากการที่ใช้วิธีวัดแสงแตกต่างกันนั้นก็คือ หากเราใช้การวัดแสงเฉพาะจุด ส่วนใบหน้าที่ได้รับแสงของตัวแบบจะพอดี แต่หากเราใช้การวัดแสงเฉลี่ยอาจทำให้ส่วนของใบหน้าบางส่วนได้รับแสงมากเกิน ไปจนโอเวอร์เพื่อทำให้ภาพโดยรวมสว่างขึ้น ซึ่งนั่นก็เสี่ยงกับการทำให้ภาพสั่นด้วย (เนื่องจากว่าเมื่ออยู่พื้นที่ ที่มีแสงไม่มากนัก การที่จะทำให้ภาพโดยรวมสว่างขึ้นมาได้ย่อมหนีไม่พ้นทำให้ความเร็วชัตเตอร์ ต่ำลง หรือรูรับแสงกว้างขึ้นนั่นเองครับ)
2. วัดแสงแบบเฉลี่ย วิธีวัดแสงแบบเฉลี่ยนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไปเนื่องจากความสะดวกในการ ใช้งานเป็นอย่างมาก แม้แต่ตัวผมเองก็จะใช้วิธีการวัดแสงแบบเฉลี่ยนี้เป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่ในบางสถานการณ์เท่านั้น เนื่องจากระบบการวัดแสงแบบเฉลี่ยเองจะเกิดปัญหาในบางกรณีเช่น เมื่อองค์ประกอบในภาพมีสีขาว หรือสีดำมากจนเกินไป โดยเมื่อเราใช้การวัดแสงแบบเฉลี่ยแล้วเจอในสถานการณ์ดังกล่าว เช่น มีสีดำหรือส่วนมืดอยู่ในภาพเป็นส่วนใหญ่ การวัดแสงแบบเฉลี่ยจะพยายามดึงส่วนที่มืดให้สว่างขึ้น
![]() ดังที่ได้ กล่าวในวงเล็บด้านบน หรือเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ที่เราจะถ่ายนั้นมีส่วนของสีขาวอยู่ในภาพเป็นส่วน ใหญ่นั้น เมื่อถ่ายออกมาแล้วก็อาจจะพบได้ว่า ในรูปนั้นมืดจนเกินไป ในเบื้องต้นหากเราพอมีเวลาแก้ไขได้ทันเราก็สามารถจะชดเชยแสงได้ใช่มั้ยครับ ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยติดลบในภาพที่มีส่วนมืดในภาพเป็นส่วนใหญ่ หรือชดเชยแสงไปทางบวกหากในภาพมีส่วนสีขาวเป็นส่วนใหญ่ในภาพ
แต่ ก็นั่นล่ะ ทุกคนก็คงคิดเหมือนกันว่า ในบางสถานการณ์ช็อตที่เราต้องการจะถ่ายนั้นมันแค่เสี้ยววินาที จะย้อนเวลาไปถ่ายก็ไม่ได้
![]()
|